อาการหายใจทางปากเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของโรคหืด

โรคจมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้ มักมีอาการหายใจทางปากร่วมด้วย คณะผู้วิจัยจากประเทศญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาประชากรในเมือง Nagahama จำนวน 9,804 ราย โดยใช้แบบสอบถามถึงอาการหายใจทางปาก ประวัติการรักษา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจสมรรถภาพปอด พบว่าประชากรร้อยละ 17 มีอาการหายใจทางปากและมีความสัมพันธ์กับการเป็นหืดอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีความเสี่ยงเป็น 1.85 เท่า และ 2.20 เท่า ในผู้ที่มีประวัติหายใจทางปากอย่างเดียวและมีอาการภูมิแพ้ทางจมูกอย่างเดียวตามลำดับ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 4.09 เท่า เมื่อมีทั้งอาการหายใจทางปากและอาการภูมิแพ้ทางจมูกร่วมกัน พบว่าภาวะหายใจทางปากในผู้ที่ไม่ได้เป็นหืดมีความสัมพันธ์กับภาวะภูมิแพ้ไรฝุ่น (house dust mite sensitization) การมีระดับ eosinophils ในเลือดสูง และการลดลงของสมรรถภาพปอดโดยไม่ขึ้นกับอาการภูมิแพ้ทางจมูก งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าภาวะหายใจทางปากเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นหืด ทั้งในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้และในกลุ่มประชากรทั่วไป 
          
Allergy. 2016Mar 17. doi: 10.1111/all.12885.



อาการอื่นนอกเหนือจากอาการทางจมูกในโรคแพ้อากาศเรื้อรังมีความยากต่อการรักษาและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย


จากการศึกษาในผู้ป่วยจมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 260 ราย พบว่า อาการที่พบบ่อยตามลำดับของความรุนแรงก่อนการรักษา ได้แก่อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก อ่อนเพลีย หายใจทางปาก ง่วงกลางวัน เสมหะลงคอ  คันตา และปากแห้ง โดยพบว่าความรุนแรงของอาการจามมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตทางด้านร่างกาย ในขณะที่ความรุนแรงของอาการเสมหะไหลลงคอและภาวะง่วงเหงาหาวนอนตอนกลางวันมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตทางด้านจิตใจ เป็นที่น่าสนใจว่าเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาแล้ว อาการที่ยังคงมีความรุนแรงอยู่และรักษาให้ดีขึ้นได้ยากในผู้ป่วยเหล่านี้ได้แก่ อาการคัดจมูก ภาวะเสมหะไหลลงคอ อ่อนเพลีย และปากแห้ง ตามลำดับ

Allergol Int. 2016 Jan 19. pii: S1323-8930(15)00212-9.






ชนิดของอาหารที่รับประทานและจุลินทรีย์ในลำไส้มีผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

งานวิจัยในระยะหลังชี้ให้เห็นว่าชนิดของอาหารและรับประทานและจุลินทรีย์ในลำไส้มีส่วนควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยพบว่ากรดไขมัน (fatty acids)ในอาหารมีผลต่อการพัฒนาของ T cells ในทางเดินอาหาร โดย shot-chain fatty acids เพิ่ม regulatory T cell differentiation ในขณะที่ long-chain fatty acids ส่งเสริม Th1/Th17 differentiation ทำให้เพิ่มความรุนแรงของการเกิดสมองอักเสบในสัตว์ทดลอง นอกจากนั้นยังพบว่า เด็กที่อยู่ในชนบทของประเทศ Burkina Faso ในทวีปแอฟริกา มีจำนวนเชื้อในตระกูล Bacteroides (เช่น เชื้อในกลุ่ม Prevotella ซึ่งมีความสามารถในการย่อยสลายเซลลูโลสจากอาหารพวกไฟเบอร์) ต่อเชื้อในตระกูล Enterobacteriaceae  ในอุจจาระในสัดส่วนที่มากกว่าเมื่อเทียบกับเด็กในสหภาพยุโรป โดยเป็นผลจากชนิดของอาหารที่แตกต่างกันทำให้ชนิดของแบคทีเรียในลำไส้มีความแตกต่างกัน และพบว่าแบคทีเรียกลุ่ม Clostridia ส่งเสริม การทำงานของ mucosal regulatory T cells ในขณะที่ segmented filamentous bacteria กระตุ้นการพัฒนาของ Th17 cells

การติดเชื้อ herpes virus 6 อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดผื่นลมพิษเรื้อรัง

  การติดเชื้อเฉียบพลันของเชื้อไวรัสในตระกูล herpes สามารถกระตุ้นให้เกิดลมพิษเฉียบพลันได้ และ การกระตุ้นของการติดเชื้อแอบแฝงในร่างกาย (reactivation) เกี่ยวข้องกับการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรงชนิด drug reaction with eosinophilia and systemic symptoms (DRESS) 
   ในอดีตผลของการกระตุ้นการติดเชื้อแอบแฝงของไวรัสในตระกูลดังกล่าวต่อการเกิดลมพิษเรื้อรังยังไม่มีการศึกษามากนัก มีรายงานข้อมูลจากผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังชนิดรุนแรงที่ต้องได้รับยา omalizumab จำนวน 10 ราย พบว่าทุกรายมีการติดเชื้อและมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ human herpes virus 6 (HHV-6) และมีบางรายที่มีการติดเชื้อ HHV-4 (Epstein-Barr virus) ร่วมด้วย การค้นพบนี้ร่วมกับมีรายงานการตอบสนองต่อยาต้านไวรัสในผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังบางราย บ่งชี้ว่าควรมีการศึกษาถึงบทบาทของเชื้อ HHV-6 และ HHV-4 ในผิวหนังต่อการเกิดโรคลมพิษเรื้อรังต่อไปในอนาคต     

ความปลอดภัยของการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเด็กภูมิแพ้ที่แพ้ไข่

การศึกษาสหสถาบันจากสหราชอาณาจักรชนิดไปข้างหน้าโดยดำเนินการใน 12 โรงพยาบาลพบว่าการให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด intranasal live attenuated influenza vaccine ในเด็กภูมิแพ้ (atopic children) ที่มีประวัติแพ้ไข่ชนิดเฉียบพลัน (IgE-mediated food allergy to egg) ที่เชื่อถือได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด มีประวัติ challenge ด้วยไข่ได้ผลเป็นบวก หรือมีประวัติการแพ้ร่วมกับมีผลการทดสอบผิวหนังหรือผลการตรวจ specific IgE ต่อไข่ได้ผลเป็นบวก จำนวนทั้งหมด 278 ราย เป็นจำนวน 426 doses ผลปรากฎว่าไม่มีผู้ใดมีอาการแพ้ชนิด anaphylaxis เกิดขึ้น โดยมีรายงานการเกิดอาการเล็กน้อยที่หายได้เองและอาจเข้าได้กับการแพ้แบบเฉียบพลันเพียง 8 ราย และมีรายงานการเกิดอาการในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง (lower respiratory tract symptoms) เช่นรายงานการเกิดเสียง wheeze ในเด็กจากผู้ปกครอง ใน 9.4% ของเด็กที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวทั้งหมดซึ่งไม่ต้องได้รับการดูแลรักษาเพิ่มเติมเป็นพิเศษหรือต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยของการให้ live attenuated influenza vaccine ในเด็กที่มีประวัติแพ้ไข่ และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเด็กที่เป็นโรคหืดหรือมีประวัติ recurrent wheeze
J Allergy Clin Immunol. 2015 Aug;136(2):376-81.

Thiazolidinediones อาจช่วยลดอาการกำเริบของโรคหืดในผู้ป่วยเบาหวาน


      การศึกษาจากเวชระเบียนในกลุ่มทหารผ่านศึกอเมริกันจำนวน 13,528 รายที่ได้รับยารักษาเบาหวานและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหืด โดยมีผู้ได้รับยาในกลุ่ม thiazolidinediones ซึ่งออกฤทธิ์โดยการกระตุ้น peroxisome proliferator-activated receptor gamma และมีฤทธิ์ต้านอักเสบ (anti-inflammatory properties) อาทิ เช่น rosiglitazone หรือ pioglitazone จำนวน 2,178 ราย และไม่ได้รับยากลุ่มดังกล่าวจำนวน 10,700 ราย พบว่าผู้ที่ใช้ยา thiazolidinediones มีความเสี่ยงในการเกิดอาการหืดกำเริบ (OR = 0.79, 95% CI, 0.62 - 0.99)  และการถูกสั่งยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน (OR = 0.73, 95% CI 0.63 - 0.84) ที่ลดลง
       เมื่อทำการวิเคราะห์ในกลุ่มที่รับประทานยาเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ พบว่าความเสี่ยงในการเกิดอาการกำเริบของโรคหืดและถูกสั่งยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานจะยิ่งลดลงอีก (OR = 0.64, 95% CI 0.47 - 0.85 และ OR = 0.68, 95% CI 0.57 - 0.81 ตามลำดับ) บ่งชี้ว่าฤทธิ์ต้านอักเสบของ thiazolidinediones อาจมีส่วนช่วยในการดูแลรักษาโรคหืดได้


การทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนังควรแปลผลเทียบกับการตอบสนองของฮิสตามีน


การทดสอบภูมิแพ้ที่ผิวหนังส่วนใหญ่รายงานผลเป็น wheal diameter ตามขนาดของ wheal ที่เกิดจากสะกิดด้วยสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากเทคนิคการตรวจที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล คณะนักวิจัยจากสวีเดนเปรียบเทียบวิธีการแปลผลการทดสอบภูมิแพ้ต่อ timothy pollen สองวิธีด้วยการเทียบกับการตอบสนองของฮิสตามีนและไม่เทียบกับฮิสตามีน พบว่าการแปลผลด้วยวิธีที่ไม่เทียบกับฮิสตามีนสามารถให้ค่าแตกต่างกันถึง 15 เท่าในการประเมิน biologic activity ซึ่งความแตกต่างนี้จะถูกขจัดไปเมื่อประเมินด้วยวิธีเปรียบเทียบกับการตอบสนองของฮิสตามีน ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการแปลผลการทดสอบเทียบกับผลของฮิสตามีนน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าที่จะลดความคลาดเคลื่อนอันเกิดจากเทคนิคการตรวจที่แตกต่างกันในแต่ละสถาบัน  Int Arch Allergy Immunol. 2015;166(1):77-80. 
[May25, 2015]