การเสริมวิตามินดี ระหว่างตั้งครรภ์และวัยทารกช่วยลดความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ

งานวิจัยชนิด randomized double-blinded study จากสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาโดยการเสริมวิตามินดี ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 27 สัปดาห์เป็นต้นไปจนกระทั่งคลอดและให้ต่อในทารกตั้งแต่แรกคลอดจนกระทั่งอายุได้หกเดือน เปรียบเทียบกันระหว่างการให้วิตามิน ดี สองขนาด (1000IU ต่อวันในมารดา/400IU ต่อวันในทารก หรือ 2000IU ต่อวันในมารดา/800IU ต่อวันในทารก) เทียบกับการให้ยาหลอก จากการตรวจ specific-IgE ในเด็ก 185 ราย เมื่อเด็กอายุได้ 18 เดือน พบว่าเด็กที่มารดาได้รับวิตามินดี เสริมในระหว่างตั้งครรภ์และได้รับต่อจนอายุหกเดือน มีระดับของ specific-IgE ต่อสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่น 4 ชนิด (Der-f1, Der-f2, Der-p1, Der-p2) ต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้รับวิตามินดีเสริม (ได้รับยาหลอก) และได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการของหืด (asthma) น้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ผลขั้นต้นจากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การให้วิตามินดีเสริมในระหว่างตั้งครรภ์และวัยทารกอาจมีส่วนช่วยลดการแพ้ไรฝุ่นในเด็กและอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคหืดได้


การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยยืนยันผื่นแพ้ยา allopurinol ชนิดรุนแรง


Allopurinol เป็นยารักษาโรคเก๊าท์ที่เป็นสาเหตุของผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง เช่น Stevens-Johnson syndrome (SJS), toxic epidermal necrolysis (TEN), และ drug reactions with eosinophilia and systemic symptoms (DRESS) ที่พบบ่อย เนื่องจากการทดลองให้ยาซ้ำในผู้ที่เคยมีผื่นชนิดดังกล่าวอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการแพ้ยาชนิดดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์อย่างสูง คณะนักวิจัยในประเทศไทยได้พัฒนาการใช้ interferon-gamma enzyme-linked Immunospot (IFN-γ ELISpot) assay เพื่อช่วยวินิจฉัยการแพ้ยา allopurinol ชนิดรุนแรง โดยศึกษาในผู้ที่แพ้ยา allopurinol จำนวน 24 ราย (13 DRESS, 11 SJS/TEN) และกลุ่มควบคุมอีก 21 ราย โดยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวผู้ป่วยด้วย allopurinol หรือ oxypurinol ร่วมกับการเติม anti-programmed death ligand 1 antibody (anti-PD-L1) และวัดจำนวนเซลล์ที่หลั่ง interferon-gamma (IFN-γ releasing cells) ด้วยวิธี ELISpot ผลการวิจัยพบว่า  จำนวน IFN-γ releasing cells ในผู้ป่วยเมื่อกระตุ้นเม็ดเลือดขาวด้วย oxypurinol 100 μg/ml (OXY100) สูงกว่าในผู้ที่ไม่แพ้ยาอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเติม anti-PD-L1ร่วมด้วยโดยมีความไว 79.2% และความจำเพาะ 95.2% เมื่อใช้จำนวน IFN-γ releasing cells ที่ 16 เซลล์/หนึ่งล้านเซลล์เม็ดเลือดขาว เป็นเกณฑ์การวินิจฉัย งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า IFN-γ ELISpot สามารถช่วยวินิจฉัยการแพ้ยา allopurinol ได้และอาจมีประโยชน์ในช่วยหายาที่เป็นสาเหตุของอาการแพ้ในผู้ที่เกิดผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรงในขณะที่ได้รับยาหลายชนิดในเวลาเดียวกัน

Br J Dermatol. 2016 Apr 23. doi: 10.1111/bjd.14701.

 

 



อาการหายใจทางปากเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งของโรคหืด

โรคจมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้ มักมีอาการหายใจทางปากร่วมด้วย คณะผู้วิจัยจากประเทศญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาประชากรในเมือง Nagahama จำนวน 9,804 ราย โดยใช้แบบสอบถามถึงอาการหายใจทางปาก ประวัติการรักษา ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจสมรรถภาพปอด พบว่าประชากรร้อยละ 17 มีอาการหายใจทางปากและมีความสัมพันธ์กับการเป็นหืดอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีความเสี่ยงเป็น 1.85 เท่า และ 2.20 เท่า ในผู้ที่มีประวัติหายใจทางปากอย่างเดียวและมีอาการภูมิแพ้ทางจมูกอย่างเดียวตามลำดับ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มเป็น 4.09 เท่า เมื่อมีทั้งอาการหายใจทางปากและอาการภูมิแพ้ทางจมูกร่วมกัน พบว่าภาวะหายใจทางปากในผู้ที่ไม่ได้เป็นหืดมีความสัมพันธ์กับภาวะภูมิแพ้ไรฝุ่น (house dust mite sensitization) การมีระดับ eosinophils ในเลือดสูง และการลดลงของสมรรถภาพปอดโดยไม่ขึ้นกับอาการภูมิแพ้ทางจมูก งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าภาวะหายใจทางปากเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นหืด ทั้งในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้และในกลุ่มประชากรทั่วไป 
          
Allergy. 2016Mar 17. doi: 10.1111/all.12885.



อาการอื่นนอกเหนือจากอาการทางจมูกในโรคแพ้อากาศเรื้อรังมีความยากต่อการรักษาและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย


จากการศึกษาในผู้ป่วยจมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 260 ราย พบว่า อาการที่พบบ่อยตามลำดับของความรุนแรงก่อนการรักษา ได้แก่อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม คันจมูก อ่อนเพลีย หายใจทางปาก ง่วงกลางวัน เสมหะลงคอ  คันตา และปากแห้ง โดยพบว่าความรุนแรงของอาการจามมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตทางด้านร่างกาย ในขณะที่ความรุนแรงของอาการเสมหะไหลลงคอและภาวะง่วงเหงาหาวนอนตอนกลางวันมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตทางด้านจิตใจ เป็นที่น่าสนใจว่าเมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาแล้ว อาการที่ยังคงมีความรุนแรงอยู่และรักษาให้ดีขึ้นได้ยากในผู้ป่วยเหล่านี้ได้แก่ อาการคัดจมูก ภาวะเสมหะไหลลงคอ อ่อนเพลีย และปากแห้ง ตามลำดับ

Allergol Int. 2016 Jan 19. pii: S1323-8930(15)00212-9.






ชนิดของอาหารที่รับประทานและจุลินทรีย์ในลำไส้มีผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

งานวิจัยในระยะหลังชี้ให้เห็นว่าชนิดของอาหารและรับประทานและจุลินทรีย์ในลำไส้มีส่วนควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยพบว่ากรดไขมัน (fatty acids)ในอาหารมีผลต่อการพัฒนาของ T cells ในทางเดินอาหาร โดย shot-chain fatty acids เพิ่ม regulatory T cell differentiation ในขณะที่ long-chain fatty acids ส่งเสริม Th1/Th17 differentiation ทำให้เพิ่มความรุนแรงของการเกิดสมองอักเสบในสัตว์ทดลอง นอกจากนั้นยังพบว่า เด็กที่อยู่ในชนบทของประเทศ Burkina Faso ในทวีปแอฟริกา มีจำนวนเชื้อในตระกูล Bacteroides (เช่น เชื้อในกลุ่ม Prevotella ซึ่งมีความสามารถในการย่อยสลายเซลลูโลสจากอาหารพวกไฟเบอร์) ต่อเชื้อในตระกูล Enterobacteriaceae  ในอุจจาระในสัดส่วนที่มากกว่าเมื่อเทียบกับเด็กในสหภาพยุโรป โดยเป็นผลจากชนิดของอาหารที่แตกต่างกันทำให้ชนิดของแบคทีเรียในลำไส้มีความแตกต่างกัน และพบว่าแบคทีเรียกลุ่ม Clostridia ส่งเสริม การทำงานของ mucosal regulatory T cells ในขณะที่ segmented filamentous bacteria กระตุ้นการพัฒนาของ Th17 cells

การติดเชื้อ herpes virus 6 อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดผื่นลมพิษเรื้อรัง

  การติดเชื้อเฉียบพลันของเชื้อไวรัสในตระกูล herpes สามารถกระตุ้นให้เกิดลมพิษเฉียบพลันได้ และ การกระตุ้นของการติดเชื้อแอบแฝงในร่างกาย (reactivation) เกี่ยวข้องกับการเกิดผื่นแพ้ยารุนแรงชนิด drug reaction with eosinophilia and systemic symptoms (DRESS) 
   ในอดีตผลของการกระตุ้นการติดเชื้อแอบแฝงของไวรัสในตระกูลดังกล่าวต่อการเกิดลมพิษเรื้อรังยังไม่มีการศึกษามากนัก มีรายงานข้อมูลจากผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังชนิดรุนแรงที่ต้องได้รับยา omalizumab จำนวน 10 ราย พบว่าทุกรายมีการติดเชื้อและมีการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ human herpes virus 6 (HHV-6) และมีบางรายที่มีการติดเชื้อ HHV-4 (Epstein-Barr virus) ร่วมด้วย การค้นพบนี้ร่วมกับมีรายงานการตอบสนองต่อยาต้านไวรัสในผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังบางราย บ่งชี้ว่าควรมีการศึกษาถึงบทบาทของเชื้อ HHV-6 และ HHV-4 ในผิวหนังต่อการเกิดโรคลมพิษเรื้อรังต่อไปในอนาคต     

ความปลอดภัยของการให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ในเด็กภูมิแพ้ที่แพ้ไข่

การศึกษาสหสถาบันจากสหราชอาณาจักรชนิดไปข้างหน้าโดยดำเนินการใน 12 โรงพยาบาลพบว่าการให้วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด intranasal live attenuated influenza vaccine ในเด็กภูมิแพ้ (atopic children) ที่มีประวัติแพ้ไข่ชนิดเฉียบพลัน (IgE-mediated food allergy to egg) ที่เชื่อถือได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด มีประวัติ challenge ด้วยไข่ได้ผลเป็นบวก หรือมีประวัติการแพ้ร่วมกับมีผลการทดสอบผิวหนังหรือผลการตรวจ specific IgE ต่อไข่ได้ผลเป็นบวก จำนวนทั้งหมด 278 ราย เป็นจำนวน 426 doses ผลปรากฎว่าไม่มีผู้ใดมีอาการแพ้ชนิด anaphylaxis เกิดขึ้น โดยมีรายงานการเกิดอาการเล็กน้อยที่หายได้เองและอาจเข้าได้กับการแพ้แบบเฉียบพลันเพียง 8 ราย และมีรายงานการเกิดอาการในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง (lower respiratory tract symptoms) เช่นรายงานการเกิดเสียง wheeze ในเด็กจากผู้ปกครอง ใน 9.4% ของเด็กที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวทั้งหมดซึ่งไม่ต้องได้รับการดูแลรักษาเพิ่มเติมเป็นพิเศษหรือต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยของการให้ live attenuated influenza vaccine ในเด็กที่มีประวัติแพ้ไข่ และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในเด็กที่เป็นโรคหืดหรือมีประวัติ recurrent wheeze
J Allergy Clin Immunol. 2015 Aug;136(2):376-81.